สำหรับคนมีสตางค์ระดับเศรษฐีเจ้าสัวทั้งหลายกิจกรรมทำในยามว่างส่วนใหญ่อาจจะเป็นออกป่าล่าสัตว์ แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่รวยเหมือนกันแต่อายุน้อยกว่า ก็ยังคงชอบอะไรที่ท้าทายอยู่เสมออย่างเช่นการปีนเขา การพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุด เป็นอะไรที่ท้าทายคนรวยรุ่นใหม่ อีกทั้งคนที่มีรสนิยมทางด้านนี้ก็ยังพัฒนาให้เกิดการแข่งขันในเชิงกีฬาด้วย “ยอดเขาเอเวอเรสต์” ในเนปาลกับความสูง 8,848 เมตร คือจุดหมายที่เหล่านักปีนเขาจากทั่วโลกจะพิชิตให้ได้มาแต่ไหนแต่ไร และ ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาก็มีนักปีนเขามากมายที่พยายามจะไปพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ แต่ก็ล้มเหลว ความนิยมในการปีนเขาหรือการพิชิตยอดเขาสูงนี้นำมาซึ่งการทำธุรกิจแบบให้บริการที่เรียกว่า “ธุรกิจปีนเขา” ซึ่งช่วงเวลาไม่กี่ปีดูเหมือนธุรกิจปีนเขานี้จะเติบโตมากขึ้น
แน่นอนว่ายอดเขาเอเวอเรสต์คือยอดเขาที่เหล่านักปีนเขาพยายามจะพิชิตให้ได้ ในทุกๆปีจึงมีเหล่านักปีนเขามากมาย ซึ่งก็เป็นคนมีสตางค์พยายามแสวงหาความท้าทายพิชิตมัน และเมื่อมีความต้องการช่องว่างทางการตลาดในการทำธุรกิจจึงเกิดขึ้น นั่นจึงทำให้เกิดธุรกิจปีนเขาขึ้นมา ธุรกิจปีนเขาในเนปาลจึงค่อนข้างจะเฟื่องฟูและได้รับความสนใจจากชาวพื้นเมืองในเนปาล มีตั้งแต่การให้บริการแบกสัมภาระจากชาวพื้นเมือง ไปจนถึงระดับบริษัทที่จัดเป็นแพ็คเกจทัวร์ปีนเขา และนี่หากจะเรียกว่าเป็นแหล่งรายได้หลักของเนปาลก็คงจะพูดได้อย่างเต็มปาก และเงินก็สะพัดไปกับธุรกิจปีนเขานี้เป็นหลัก 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพราะกลุ่มลูกค้าในธุรกิจนี้ก็ล้วนเป็นกลุ่มคนมีฐานะทั้งสิ้น
แต่ทว่าหลายปีที่ผ่านมาเนปาลไม่ได้พยายามที่จะพัฒนาระบบบริหารจัดการธุรกิจปีนเขาของพวกเขาเลย ช่วง 2 – 3ปีที่ผ่านมาฐานลูกค้าในธุรกิจปีนเขาจึงถูกย้ายจากเนปาลไปอยู่ที่จีน ซึ่งจีนเองก็มีเทือกเขาที่สูงตระหง่านอยู่ไม่น้อยเช่นกัน และเหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็คือ ทางเนปาลไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่มีมาตรฐานมากพอ การควบคุมด้านความปลอดภัยมีความหย่อนยานอย่างมาก ข้อมูลสถิติจากหิมาลายันดาตาเบสระบุว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นักปีนเขาที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติภารกิจที่เอเวอเรสต์จำนวน 7 จากทั้งหมด 10 ราย ซึ่งคนเหล่านี้เป็นนักปีนเขาที่ใช้บริการต้นทุนต่ำ โดยส่วนมากแล้วราคาที่ต่ำย่อมเป็นสิ่งที่ดึงดูดล่อใจ นักปีนเขาหน้าใหม่ที่ไร้ประสบการณ์ นั่นจึงทำให้เกิดความเสี่ยงสูงโดยไม่รู้ตัว ซึ่งทางเนปาลเองก็ยังนิ่งเฉยกับเรื่องเหล่านี้ นี่จึงเป็นเหตุผลให้บรรดานายทุนที่เข้าไปจับธุรกิจปีนเขาในเนปาลแบบสำเร็จรูปครบวงจรจึงเปลี่ยนแผนไปแนะนำนักท่องเที่ยวและนักปีนเขาหน้าใหม่ให้เป็นแสวงหาความท้าทายที่ปลอดภัยและดีกว่าที่จีนนั่นเอง
บริษัทนายทุนและฐานลูกค้านักปีนเขาที่ถูกเคลื่อนย้ายไปยังจีนนั้นส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจกับเนปาลอยู่ไม่น้อย ซึ่งถ้าดูรายได้เข้าประเทศในธุรกิจปีนเขานี้ในปี 2560 ที่ผ่านมาพบว่า ธุรกิจนี้ธุรกิจเดียวและเฉพาะตัวเลขค่าธรรมเนียมในการปีนเขาก็สร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(ราว 127 ล้านบาท)แล้ว นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ กลุ่มคนที่ทำธุรกิจปีนเขารายหลักๆในเนปาลจึงได้มีการเรียกร้องให้รัฐบาลมีการควบคุมและจัดมาตรฐานผู้ประกอบการธุรกิจด้านนี้ พวกเขาระบุว่า เนปาลจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์และการกำกับดูแลที่ชัดเจน แต่ควรเป็นในฟากฝั่งของผู้ให้บริการ ไม่ใช่ฝ่ายนักปีนเขา
ด้านจีนมองเห็นว่านี่คือโอกาสของพวกเขาจึงเริ่มให้ความสนใจกับธุรกิจปีนเขานี้ทันที โดยมีการเร่งลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อความปลอดภัยในการปีนเขา รวมถึงเปิดศูนย์ฝึกการปีนเขาในเมืองลาซาของทิเบต และมีแผนจะอนุญาตให้ดำเนินการภารกิจการช่วยเหลือกู้ชีพโดยเฮลิคอปเตอร์ได้ในปี 2562 ซึ่งจริงๆแล้วจีนก็ไม่ได้ใหม่ในธุรกิจนี้ ยอดเขาต่างๆในจีนพิชิตยากพอๆกันกับฝั่งเนปาล และความนิยมก็ไม่ด้อยไปกว่ากันนัก แต่ต้องหยุดชะงักไปในปี 2551 เพราะช่วงนั้นจีนจะเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก หากเกิดเหตุไม่ดีขึ้นมาเพราะธุรกิจนี้ก็จะส่งผลเสียและภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อจีนเอง
ถึงอย่างไรก็ดีความนิยมของนักปีนเขาก็ยังคงความนิยมที่ฝั่งเนปาลมากกว่าจีนอยู่เล็กน้อย หนึ่งเพราะอินเดียเองก็มีเศรษฐีที่ชอบปีนเขามากขึ้น ยังไงอินเดียกับเนปาลก็ใกล้กัน ส่วนจีนเองด้วยมาตรการที่เข้มงวดก็มีส่วนทำให้นักปีนเขาจากจีนหนีข้ามมาปีนเขาที่เนปาลด้วย นั่นจึงทำให้ยอดเขาของเนปาลยังคงเป็นอะไรที่ต้องพิชิตให้ได้อยู่เช่นเดิม
เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการทำธุรกิจที่ต้องมีมาตรฐาน ธุรกิจในประเทศไทยเราหลายๆอย่างเมื่อก่อนก็ไม่มีมาตรฐาน เมื่อเทรนด์โลกเรียกร้องว่าคุณจะเป็นสากลได้ คุณก็ต้องมีมาตรฐานที่ดี จึงทำให้สินค้าไทยและผลิตภัณฑ์หลายๆอย่างในบ้านเราต้องพัฒนามากยิ่งขึ้น นี่จึงเป็นบทเรียนที่ดีที่จะสอนคนทำธุรกิจให้รู้ว่ามาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญถ้าคิดจะแข่งขันในยุคนี้
อ้างอิง : dailymail













