ธุรกิจที่เกี่ยวกับคอลลาเจนในตอนนี้ต้องยอมรับว่ามาแรงอยู่ในกระแสพอสมควร เพราะเห็นได้ว่าขายคอลลาเจนรูปแบบต่างๆอยู่เต็มโลกออนไลน์ไปหมด แต่นั่นแหละที่ทำให้ธุรกิจคอลลาเจนเป็นธุรกิจในกระแสที่มาเร็วและวูบหายไปเร็ว หากถามว่าคนที่สนใจการทำธุรกิจกับคอลลาเจนยังสามารถทำได้อยู่ใหม่ ยังมีโอกาสสร้างกำไรได้อยู่หรือไม่ ก็ต้องตอบว่ามี ตลาดยังมีช่องให้แทรกเข้าไปได้แม้จะน้อยมากก็ตาม แต่ถ้าจะให้ดีถ้าสนใจในการทำธุรกิจเกี่ยวกับคอลลาเจนในตอนนี้แนะนำว่าควรสร้างตลาดใหม่จะดีที่สุด แต่สำหรับธุรกิจเกี่ยวกับคอลลาเจนมีหลุมพรางสองอย่างที่คุณอาจต้องเจอ หากคุณไม่ได้มีการวางแผนธุรกิจ และการสร้างตลาดใหม่อย่างถูกต้อง
1.การขายให้กับทุกคน คือหลุมพรางแรกของธุรกิจคอลลาเจน
ถ้าคุณคิดจะเริ่มต้นใหม่กับการทำธุรกิจคอลลาเจน จะผลิตเองสร้างแบรนด์ของตัวเอง ขอให้คุณตระหนักว่าเมื่อเริ่มต้นใหม่ทรัพยากรทุกอย่างของคุณยังไม่พร้อมและทุกอย่างก็มีเพียงน้อยนิด ซึ่งการมีข้อจำกัดตรงนี้คุณจึงไม่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของทุกคนได้ สมมุติว่าคุณได้สูตรการผลิตเครื่องดื่มคอลลาเจนชนิดหนึ่งมา ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุดในตลาด บังเอิญว่าเพื่อนคุณอยู่ในธุรกิจเครื่องดื่มในทำนองเดียวกันแนะนำว่าคุณน่าจะผลิตเครื่องดื่มคอลลาเจนของคุณลงสู่กลุ่มผู้รักสุขภาพ ส่วนทางฝ่ายญาติของคุณกลับแนะนำว่าช่วงนี้เครื่องดื่มหรือผลิตภัณฑ์คอลลาเจนที่เน้นเรื่องผิวสวยใสกำลังมา คุณน่าจะวางผลิตภัณฑ์ลงไปในกลุ่มความงาม ส่วนเพื่อนที่ทำงานรู้สึกไม่กระฉับกระเฉงและกังวลเรื่องผิวพรรณตัวเองด้วย จึงเปรยๆว่าถ้ามีเครื่องดื่มแบบคอลลาเจนที่เป็นเครื่องดื่มชูกำลังด้วยก็น่าจะดี
คุณจะเห็นว่าความต้องการของผู้บริโภคแต่ละแบบ ก็จะสามารถแยกตลาดออกเป็นกลุ่มแต่ละกลุ่มแยกกันไปอย่างชัดเจน ซึ่งคุณไม่สามารถที่จะออกแบบและสร้างผลิตภัณฑ์คอลลาเจนของคุณให้ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคทุกกลุ่มได้ เพราะถ้าคุณจะทำแบบนั้นคุณจะต้องใช้ทั้งเงินทุน เวลาและทรัพยากรต่างๆอย่างมหาศาล ซึ่งคุณจะสามารถคำนวนได้อย่างชัดเจนเลยว่ากำไรที่จะได้มามันไม่คุ้มกับต้นทุนที่เสียไป เพราะในโลกของการทำธุรกิจที่แท้จริงแล้ว แค่คุณลงทุนไปกับกลุ่มเป้าหมายเดียวคุณก็ต้องทุ่มเงินทุน เวลาและทรัพยากรไปมากมายแล้ว ซึ่งคุณจะไม่เหลือเวลาที่จะหันไปยุ่งกับกลุ่มอื่นๆได้เลย นี่คือหลุมพรางของการทำธุรกิจ ที่คนคิดจะทำธุรกิจต้องระวัง อย่าไปตกหลุมพรางนี้เป็นอันขาด ทำอะไรต้องมีความชัดเจน ระบุกลุ่มเป้าหมายให้ชัด
2.การทำตลาดแบบเน้นปริมาณ คือ หลุมพรางที่สอง
การให้ความสำหรับกับตลาดปริมาณหรือที่ภาษานักการตลาดเขามักจะเรียกกันว่า “อาการเห่อจีน” นั้น เป็นอีกหนึ่งหลุมพรางที่อันตราย อาการดังที่ว่านี้จะเป็นลักษณะแนวคิดอิงปริมาณ เปรียบเทียบกับจีนที่มีปริมาณประชากรสูงถึง 1,300 ล้านคน ถ้าคุณต้องการขายเครื่องดื่มคอลลาเจนเพื่อผิวสวยให้กับคนจีน เอาแค่คนที่ชอบความสวยความงามและห่วงผิวพรรณจากคน 1,300 ล้านคน มาแค่เสี้ยวหนึ่งคือ 0.1% ในปีแรก ก็จะได้ลูกค้ามหาศาลทำกำไรที่เพียงพอต่อการทำธุรกิจคอลลาเจนของคุณแล้ว
เราอยากจะบอกว่าแนวคิดลักษณะนี้คือการสร้างวิมานในอากาศเท่านั้น เพราะยังไม่มีสิ่งใดมากันตีได้ว่า คนที่คุณคาดไว้ 0.1% นั้น จะมาซื้อเครื่องดื่มคอลลาเจนของคุณได้อย่างไร และทำไมพวกเขาต้องซื้อด้วย คุณเคยที่จะลงพื้นที่หาข้อมูลทำวิจัยตลาดผู้บริโภคบ้างหรือไม่ ถ้ายังไม่เคยคุณจะเข้าใจตลาดอย่างถ่องแท้ได้อย่างไรจริงไหม คนจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าเขาจะสนใจในผลิตภัณฑ์คอลลาเจนของคุณก็ได้ แม้คุณจะกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้แล้วก็ตาม ยังมีปัจจัยอีกมากมายเกินจะคาดเดาที่จะทำให้ผู้บริโภคซื้อหรือไม่ซื้อผลิตภัณฑ์คอลลาเจนของคุณด้วย
ขอให้คุณอย่าลืมว่ามีแบรนด์ผลิตภัณฑ์และเครื่องดื่มที่บุกเบิกตลาดคอลลาเจนเป็นอันดับต้นๆของไทย เปิดตลาดไปแล้วนานมาก อีกทั้งยังมีแบรนด์ย่อยๆออกมาแบ่งตลาดทีละน้อยๆออกไปอีกด้วย ถ้าคุณเป็นคนที่เพิ่มจะเริ่มต้นกับการเข้ามาสู่วงกรธุรกิจคอลลาเจน คุณต้องไม่ลืมว่าคุณมีข้อเสียเปรียบอยู่หลายประการ ดังนั้นอย่าเผลอตกหลุมพรางแห่งการทำธุรกิจคอลลาเจน เป็นไปได้ให้พัฒนาผลิตภัณฑ์ของคุณให้มีจุดเด่นที่แตกต่าง หรือไม่อย่านั้นก็ต้องหาจุดขายใหม่ที่สามารถไปสร้างและเปิดตลาดใหม่ได้ คุณถึงจะสามารถยึดครองตลาดคอลลาเจนในแบบของคุณและสามารถประสบความสำเร็จกับการทำธุรกิจชนิดนี้ได้












